บทกวีไร้ชื่อ

อยากตะโกนก่นร้องก้องนภา
ลั่นวาจาสะท้านฟ้าว่า “ไอ้เหี้ย”
แม้ยามนั้นมันจบกันเหมือนมันเคลียร์
มิวายเสียมิเลิกราลับตาไป

อันตัวข้าด้อยกว่าอาวุโส
ไม่ใหญ่โตหรือท่านเห็นเป็นไฉน
ข้าคงด้อยกว่าตัวท่านอยู่ร่ำไป
ดีกว่าไซร้ตัวข้าไม่ใจหลายเมีย

แม้จะเป็นผู้เห็นกันเมื่อวันก่อน
แต่ขอวอนจงถอนไปเป็นไรเสีย
เป็นขุนแผนเล่าหรือไรจะหลายเมีย
จงจบเสียจงจบไปอย่าไว้วร

เปรียบข้าเป็นดั่งสุนัขจากพงไพร
ท่านนั้นไซร้จะว่าไปดุจสิงขร
แม้สู้ไปข้าอาจไซร้ไร้ชีวร
แต่หมาจรอย่างตัวข้ามิลาไป

ตัวข้านี้มิดีไปกว่าใครนั่น
แต่ตัวฉันรักเดียวอย่าสงสัย
ข้าไม่คิดจะทำตัวมีสองใจ
ที่คบหนึ่งไปแล้วมิวายหาสองมา

แต่ตัวข้าเปรียบดั่งหมาจากพงไพร
แต่ใจไซร้ก็หาใช่ซึ่งใจหมา
ดั่งที่เห็นอยู่เป็นตนแต่ต้นมา
แต่ปากข้าหมาใช้ได้เยี่ยงใจมึง

อยู่ๆก็มีอารมณ์เขียนกลอนบทนี้ขึ้นมาซะงั้น…

บล็อก

พักนี้ไม่มีอารมณ์เขียนบล็อก

ดราฟท์เรื่องมีสาระค้างไว้เพียบ จนตอนนี้มันกลายเป็นเรื่องเก่าไปแล้ว ไม่อยากเขียนต่อ

อยากเขียนเรื่องเมื่อวันเสาร์ลงหมวด journey บ้าง แต่ก็มีรูปไม่มากพอ ไอ้เรื่องวันจันทร์มันก็ sad เกิน /sob

พักนี้ก็ได้แต่อ่านบล็อกชาวบ้านไปวันๆ

อัพเกรด

เป็นที่รู้กัน ว่าเราไม่สามารถอัพเกรดจาก Windows XP ไปเป็น Windows 7 ได้ แต่หากเป็น Windows Vista เราจะสามารถอัพเกรดมันไปเป็น Windows 7 ได้

ในบางเรื่อง ผมก็อยากเป็น Windows Vista นะ…

แก้ปัญหาไม่ได้ยินเสียงไมค์ตัวเองใน Windows 7

ตอนนี้ที่ผมใช้ Windows 7 ผมได้ใช้ Skype เพิ่มมาอีกตัว ซึ่งคงรู้จักกันดี กว่ามันเป็น VoIP ที่แจ่มแจวมากๆตัวหนึ่ง

ทีนี้ปัญหาคือว่า ผมใช้ Windows 7 (อาจจะรวมถึง Vista) ซึ่งเวลาพูดแล้วจะไม่ได้ยินเสียงไมค์ตัวเอง กลายเป็นว่าจะดูว่าไมค์เราเบาหรือดังแค่ไหน มันก็ทำได้ยากยิ่งนัก

สาเหตุของอาการนี้ (เพิ่งค้นพบเมื่อสักครู่ ฮ่าๆ) มันมาจากว่าที่ Playback Device ที่ปรากฎอยู่บน Windows 7 (เรียกให้หรูไปงั้น ก็พวกลำโพง หูฟัง อะไรพวกนี้) มันได้ทำการ Mute เสียงจากไมโครโฟนเอาไว้นั้นเอง วิธีแก้ก็คือ ไป Unmute มันซะ ง่ายมั๊ยล่ะ

ปัญหาอีกต่อคือระบบการ Mute/Unmute ของ Windows 7 มันไม่ได้ดับเบิลคลิกที่ Sound icon แล้วเลือก Mute/Unmute ได้เลยแบบ Windows XP (กลายเป็นพี่ท่านเปิด Volume Mixer มาให้แทน) เราจึงต้องไปปรับที่ Playback Device เองครับ

มา ไปดูกัน

Read More

ครั้งหนึ่ง เคยบอกกับเพื่อนไว้ เรื่องการทิ้งขยะไม่เป็นที่

เรื่องเกิดขึ้นว่า เพื่อนผมมันทิ้งเศษกระดาษ (กระดาษสมุด) แผ่นนึงลงที่ใต้ต้นไม้

ก็เลยจัดไป

เฮ้ย มึงรู้เปล่า ไอ้กระดาษที่มึงทิ้งอ่ะ มันไม่ได้ย่อยไปเฉยๆแบบเมื่อก่อนนะ กระดาษตอนนี้อ่ะ ในขั้นตอนเปเปอไรเซชั่น จะมีการเติมสารไฮเปอร์โพลิเมอร์เข้าไป เพื่อให้กระดาษคงทนขึ้น แล้วทีนี้ บริษัทมันต้องการลดต้นทุน มันเลยผสมสารโมโนคาร์บอนซัลเฟอร์ไดออกไซด์เข้าไป ให้เยื่อกระดาษมันขยายตัว กระดาษแผ่นนึงมันจะได้ใช้เยื่อกระดาษน้อยกว่าปกติ

แล้วทีนี้ ไอ้สารโมโนคาร์บอนซัลเฟอร์ไดออกไซด์เนี่ย เวลามันโดนน้ำฝน ซึ่งฝนแถวลาดกระบังเนี่ย มันจะมีสารซัลเฟอร์คลอไรด์ผสมอยู่ มันมาจากควันเสียจากโรงงาน แล้วพอไอ้ซัลเฟอร์คลอไรด์ มันโดนน้ำ แล้วมาเจอกับโมโนคาร์บอนซัลเฟอร์ไดออกไซด์ มันจะเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชั่น เกิดเป็นสารคาร์บอนทูซัลเฟอร์ออกคลอไรด์ขึ้น ที่จริงมันเกิดปริมาณน้อยๆมันไม่เป็นอะไรหรอก แต่ถ้าเกิดมากๆอ่ะ มันจะไปทำปฏิกิริยากับออกซิเจนในอากาศ

มันมีสองอย่าง คือทำลายพันธะออกซิไรด์ ทำให้ก๊าซออกซิเจนแตกออกเป็นสองโมเลกุล กับรวมออกซิเจนสองโมเลกุล เข้ากับอีกหนึ่งโมเลกุลที่แตกออก ทำให้เกิดก๊าซโอโซนขึ้น ซึ่งไอ้ก๊าซโอโซน มีมากๆจะเป็นอันตรายต่อสิ่งมีชีวิตด้วย

แถมว่าถ้าคาร์บอนทูซัลเฟอร์ออกคลอไรด์ มันไปเจอกับแคลเซียมไดออกไซด์ มันจะเกิดเป็นก๊าซคาร์บอนแคลเซียมซัลฟิวริก ถ้ามันมีน้อย ก็ไม่เป็นไรนะ แต่ถ้ามีมากเนี่ย มันจะส่งผลแบบเดียวกับคาร์บอนมอนอกไซด์ แต่ร้ายแรงกว่า คือนอกจากมันจะไปแทนที่ออกซิเจนในฮีโมโกบิลแล้ว มันยังทำให้ร่างกายปฏิเสธออกซิเจนด้วย

แล้วที่กุอ่านมาอ่ะ ตอนนี้คาร์บอนแคลเซียมซัลฟิวริก มันเพิ่มจากสามปีก่อนมาสองเท่าแล้วนะเว้ย จาก 0.7% เป็น 1.4% ถ้ามันเพิ่มถึง 5% อ่ะ อันตรายแน่ๆ

แล้วเพื่อนผมมันก็เชื่อ…

กะว่าครั้งต่อไป จะไปเล่นกับเรื่องพลาสติก ฮ่าๆ