บันทึกสั้นๆ เกี่ยวกับการคุมกล้อง ตอนที่ 1

“อะไรคือค่า F ”

“สปีดชัตเตอร์คืออะไร ”

“ISO เอาไว้ทำอะไร ”

“การวัดแสงคืออะไร ”

บลาๆๆๆ

คิดว่าหลายๆคนที่เพิ่งจับกล้อง (โดยเฉพาะพวก DSLR) คงงงกับคำพวกนี้ จริงๆ เมื่อก่อนผมก็งงกับคำพวกนี้เหมือนกัน แต่พอใช้ไปนานๆเข้า ก็เริ่มจะชิน และพอจำได้แล้ว ว่าไอ้พวกนี้ มันคืออะไร ก็เลยมาจดๆเอาไว้ในบล็อก เผื่อคนที่ไม่ยังไม่แม่น จะได้อ่านกันง่ายๆ (จริงๆคือหาเรื่องอัพบล็อกด้วย ไม่ได้อัพมานานมาก) เอาล่ะ เริ่มกันเลย

รูรับแสง

กล้องมันทำงานคล้ายตาคนแหละครับ ตาคนแสงจะผ่านรูม่านตา ไปตกกระทบกับเรติน่า (หรือเปล่า?) แล้วสมองก็จะประมวลผลข้อมูลแล้วทำให้เราเห็นเป็นภาพ ส่วนกล้องก็เช่นกัน แสงวิ่งผ่านรูรับแสง ไปตกกระทบกับเซ็นเซอร์ (หรือฟิล์ม) แล้วเซ็นเซอร์ก็จะประมวลผลข้อมูลแล้วก็บันทึกเป็นภาพอีกที

รูรับแสงของกล้องก็ทำงานเหมือนรูม่านตาของเราครับ ?รูรับแสงเปิดกว้าง แสงก็จะเข้าได้มากกว่า แต่ฉากหลังก็จะเบลอกว่ารูรับแสงแคบๆ กลับกันก็คือถ้ารูรับแสงแคบ แสงก็จะเข้าได้น้อย แต่ฉากหลังก็จะชัดกว่ารูรับแสงกว้างรูรับแสงกว้างๆ

ถ้าเทียบกับตาคน ตอนกลางวันที่แสงมากๆ ม่านตาเราจะไม่ขยายเท่าในตอนกลางคืน และด้วยรูม่านตาที่แคบ ทำให้เราเห็นภาพได้ระยะไกลกว่าตอนกลางคืน ที่รูม่านตาขยายขึ้นมากกว่า เพื่อให้สามารถมองเห็นได้ดีขึ้นในที่มืด (ซึ่งนี่ก็เป็นเหตุผลนึงด้วย ที่เวลานอนๆอยู่แล้วใครเปิดไฟ มันทำให้เราแสบตา หรือตาพร่า เพราะแสงเข้ามาในตาของเรามากเกินไปนั่นเอง)

ค่า F หรือความกว้างของรูรับแสง

งงล่ะสิ เวลาเห็นพวกเล่นกล้องพูดกัน เฮ้ย ภาพนี้ใช้ F เท่าไหร่ เลนส์ตัวนี้เปิด F ได้แค่ไหน … งงล่ะสิ เอฟไรวะ

ค่า F (หรือบางทีก็ได้ยินว่า F.stop) มันย่อมาจากอะไรไม่รู้ (อ้าว) มันคือค่าของรูรับแสงครับ ยิ่งตัวเลขยิ่งต่ำ รูรับแสงก็ยิ่งเปิดกว้างขึ้น และแน่นอนว่าค่ายิ่งสูง รูรับแสงก็ยิ่งแคบลง อย่างเช่น F 1.8 รูรับแสงของกล้อง ก็จะเปิดกว้างกว่าที่ F.16 ครับ

ผลที่ตามมาก็คือตามหัวข้อรูรับแสงด้านบนครับ เอฟต่ำ รูรับแสงกว้าง แสงมาก ฉากหลังเบลอ (ถ่ายนางแบบแล้วตัวแบบจะชัด แต่ฉากหลังก็จะเบลอหายไปเลย) เอฟสูง รูรับแสงแคบ แสงน้อย ฉากหลังชัด (เอาไปถ่ายนางแบบแล้วจะชัดไปยันฉากหลังเลย)

แต่ทั้งนี้มันก็อยู่ที่การโฟกัสด้วยครับ ถ้าเราปรับ F ต่ำๆ แต่โฟกัสแบบอนันต์ (ถ่ายวิว ไรอย่างนี้) มันก็ชัดออกไปทั้งภาพเหมือนกัน

Speed Shutter หรือความเร็วชัตเตอร์

อันนี้เป็นระยะเวลาที่เซ็นเซอร์ (หรือฟิล์ม) จะเปิดรับแสงครับ

คือในกล้องเนี่ย ในเวลาปกติ เซ็นเซอร์จะไม่ได้รับข้อมูละไร (และใน DSLR ก็จะมีแผ่นกระจกมาบังอีกรอบ เพื่อสะท้อนภาพเข้ากะโหลกกล้อง) แต่พอเรากดชัตเตอร์ลงไปจนสุด ตัวเซ็นเซอร์ก็จะเริ่มรับข้อมูลเป็นเวลานานเท่ากับ Speed Shutter ขณะนั้นครับ (ถ้าเป็นฟิล์มก็จะเปิดม่านอะไรสักอย่างที่กั้นระหว่างฟิล์มกับแสง)

ปกติบนกล้องจะบอกค่า Speed Shutter อยู่ 3 รูปแบบ คือแบบมากกว่า 1 วิ น้อยกว่า 1 วิ และ BULB

บนกล้องแคนอน ถ้าสปีตชัตเตอร์สูงกว่า 1 วิ ก็จะบอกในลักษณะ 1″2 ซึ่งหมายความว่า 1.2 วินาที หรือ 30″0 ก็หมายถึง 30 วินาที ส่วนถ้าต่ำกว่า 1 วินาที ก็จะบอกเป็น 1/xxx เช่น 1/200 ก็คือเศษหนึ่งส่วนสองร้อยวินาทีนั่นเองครับ และอีกแบบคือ BULB หรือ Shutter B จะเป็นการเปิดเซ็นเซอร์รับข้อมูลไปเรื่อยๆ ตราบใดที่เรายังกดชัตเตอร์อยู่ครับ

ทีนี้ ถ้าสปีดชัตเตอร์นั้นสูง เราก็จะสามารถหยุดภาพเคลื่อนไหวได้เป๊ะขึ้น (ประมาณว่าใช้สปีด 1/500 ถ่ายพัดลมที่หมุนอยู่ จะเห็นใบมันหยุดนิ่งได้) แต่แสงก็จะเข้ากล้องได้น้อยลง (และด้วยที่ว่ามันเลิกรับข้อมูลเร็ว ภาพก็จะมืด) ส่วนถ้าสปีดชัตเตอร์ต่ำๆ ภาพก็จะเบลอไปเลยครับ แต่แสงก็จะเข้ากล้องได้มากขึ้น ภาพก็สว่างขึ้น

ถ้ามันเบลอ จะปรับต่ำๆไปทำไม? คืออย่างนี้ครับ เคยเห็นภาพถ่ายน้ำตกที่น้ำนวลๆฟุ้งๆ เหมือนปุยเมฆมั๊ย? นั่นแหละครับ ใช้สปีดชัตเตอร์ต่ำๆ หรือภาพอย่างพวกเขียนไฟกลางอากาศ อันนั้นคือกดชัตเตอร์ BULB กันเลยครับ เขียนเสร็จก็ปล่อย (ดังนั้นเพื่อให้ภาพไม่เบลอนัก ถ้าใช้สปีดชัตเตอร์ต่ำๆ สมควรจะต่อขาตั้งกล้องครับ)

ค่า ISO

ค่า ISO บนกล้องดิจิตอล คือค่าเดียวกับตัวเลขบนกล่องฟิล์มสมัยก่อนนั่นแหละครับ (คงเคยได้ยิน ฟิล์ม 200 ฟิล์ม 400 นั่นคือเทียบได้กับ ISO 200 และ ISO 400 ครับ) ส่วนหน้าที่ของมัน มันก็คือความไวแสงของเซ็นเซอร์นั่นแหละครับ (ประมาณว่ามันจะเซนซิทีฟกับแสงขนาดไหน ประมาณว่าคนปกติโดนแดดได้ แต่แวมไพร์โดนแล้วไหม้ นั่นคือผิวแวมไพร์มันเซนซิทีฟกับแสงมากกว่าผิวคนครับ)

อ้อ ปกติกล้องมือถือจะมีให้ปรับค่านี้เช่นกัน

ก็คือว่า ISO ต่ำ เซ็นเซอร์ก็จะไวแสงน้อยลง ภาพก็จะมืดกว่า ISO สูงๆครับ (จะเห็นไม่ชัดเท่าไหร่ในที่แจ้ง ให้ลองถ่ายในห้องตอนกลางคืนดูครับ เปิดไฟถ่ายนี่แหละ ISO100 จะได้สปีดต่ำกว่า ISO3200 แน่นอน)

แต่ก็ใช้ว่าจะดีเสมอไป ISO ยิ่งสูง Noise ก็จะยิ่งเยอะครับ (ที่เวลาถ่ายแล้วภาพเป็นจุดๆสีๆเต็มภาพ หรือที่ภาพคนเรียกว่าภาพแตกนั่นแหละครับ) ซึ่ง Noise นี่ก็เหมือนกับ Grain สมัยกล้องฟิล์มนั่นแหละ

ปกติเราจะปรับ ISO เพื่อให้ได้สปีดชัตเตอร์ที่สูงขึ้น ให้มากพอที่จะทำให้ภาพไม่เบลอครับ เช่น ณ ตอนนี้เราปรับ F3.5 ซึ่งกว้างสุดเท่าที่เลนส์เราจะทำได้แล้ว แต่สปีดชัตเตอร์ก็ยังต่ำเตี้ยเรี่ยดิน (สมมุติว่าได้เร็วสุดที่ 1/10 วิแล้วกันครับ) ซึ่งถ้าเราเพิ่ม ISO ขึ้นมา จาก 100 เป็น 200, 400, 800, หรือสูงขึ้นไปอีก เราก็จะได้สปีดชัตเตอร์ที่สูงขึ้น ทำให้ถ่ายภาพออกมาไม่เบลอครับ (และยังช่วยให้ภาพสว่างขึ้นด้วย)

ชดเชยแสง หรือค่า EV

อย่าถามว่า EV มันย่อจากอะไร ผมไม่รู้ครับ

คือปกติเวลาเราวัดแสงแล้วอะไรแล้ว ตั้งค่า ISO จนพอดีแล้วอะไรแล้ว แต่ภาพยังสว่างเกินไป หรือมืดเกินไปกว่าที่เราต้องการ ค่า EV จะเข้ามาช่วยตรงนี้ครับ ค่า EV มันจะปรับไปได้ 2 ทางคือทางบวกและทางลบ EV+ ปรับแล้วภาพจะสว่างขึ้น ส่วน EV- ปรับแล้วภาพจะมืดลงครับ (อารมณ์แบบปรับ Brightness ในโฟโต้ช็อปนั่นแหละ)

กล้องมือถือจะปรับค่านี้ได้ครับ

White Balance หรือสมดุลย์แสงขาว

บางทีที่เราถ่ายรูป เช่นถ่ายในร้านอาหาร (ที่ชอบใช้ไฟเหลืองๆ) พอถ่ายออฟมาปุ๊บ หน้าเหลืองกันไปเป็นแถบๆ สีอะไรต่างๆเพี้ยนไปหมดเลย ซึ่ง White Balance จะเข้ามาแก้ปัญหาตรงนี้ครับ

กล่าวคือว่า การเลือกใช้ White Balance ให้ถูกกับสถานการณ์ (เช่นเลือก Daylight เมื่อเอาไปถ่ายนอกบ้านตอนกลางวัน เลือกแบบ Tungsten เมื่อเอาไปถ่ายในร้านหลอดไฟเหลืองๆ) มันจะช่วยให้ภาพแสดงสีสันได้ถูกต้องมากขึ้นครับ (อะไรที่ควรจะขาว มันก็จะขาว)

กล้องมือถือก็จะปรับอันนี้ได้เหมือนกัน


เอาล่ะ ผมขอพักตอนแรกเอาไว้เท่านี้ก่อนแล้วกันครับ เดี๋ยวจะมาเขียนต่อเรื่องอื่นให้ (เช่นโหมดวัดแสง โหมดโฟกัส รูปแบบไฟล์ภาพ บลาๆๆ) วันนี้ต้องขอตัวไปนอนก่อน สวัสดีครับ

Posted by Jirayu

WordPress Developer ที่พอมีประสบการณ์อยู่บ้าง วันไหนไม่ทำงานอยู่บ้านว่างๆ ก็นั่งเลี้ยงแมว

Comments