Cloudways ในปี 2026

Cloudways ในปี 2026

ถ้าจำไม่ผิด ผมใช้ Cloudways เป็นโฮสต์สำหรับ WordPress ทั้งของตัวเองและของลูกค้ามาตั้งแต่ปี 2018 จนปัจจุบันนี้ที่เปลี่ยนเว็บไปเป็น Headless แล้ว แต่ก็ยังโฮสต์ตัว WordPress เอาไว้บน Cloudways เหมือนเดิม

ใช้งานมาค่อนทศวรรษ ก็พบว่ามันมีเพิ่มฟีเจอร์ใหม่ๆ เข้ามาจากตอนนั้นเยอะเหมือนกัน วันนี้เลยจะพาไปดูว่ามันมีอะไรใหม่บ้าง


Lightning Stack เอา Apache ออกไปจากสมการ

Server stack ดั้งเดิมของ Cloudways จะเป็นแบบที่เราชอบเซ็ตอัปกันทั่วไป คือมี Apache รันตัวเว็บ แล้วมี Nginx เป็น Reverse Proxy คั่นอยู่อีกชั้นนึง ข้อดีของการเซ็ตอัปแบบนี้คือเรายังใช้ฟีเจอร์ของ Apache ได้เหมือนเดิม เช่นพวก .htaccess ต่างๆ และรองรับคนดูได้มากขึ้นจากการใช้ Nginx

แต่ข้อเสียคือมันต้องรัน server สองตัวอยู่ในเครื่องเดียว และเปลืองทรัพยากรไปโดยใช่เหตุ

ซึ่งเมื่อปลายปีที่แล้ว Cloudways เปิดตัว Lightning Stack ที่เอา Apache ออกไปจากสมการเลย

ข้อดีก็คือเซิร์ฟเวอร์เราจะเบาขึ้น รับคนได้มากขึ้น แต่แลกกับว่าเราไม่สามารถใช้ .htaccess ในการทำ rewrite หรือแก้ http header ต่างๆ ได้อีกต่อไป

แก้ไข Header และ Rewrite ผ่าน Web Rules

ต่อเนื่องจาก Lightning Stack ก็คือฟีเจอร์ Web Rules ที่เข้ามาอุดช่องว่างของ .htaccess

ใน Web Rules เราจะสามารถกำหนด HTTP Headers, Redirect, และ Rewrite Rules เพิ่มเติมได้ผ่านทาง Control Panel ได้เลย ไม่ต้องแก้ไขไฟล์เองอีกแล้ว ซึ่งตัว Web Rules รองรับทั้ง Hybrid Stack แบบเดิม และ Lightning Stack ตัวใหม่ (เพราะมันเป็นการกำหนด rules ที่ Nginx ที่ใช้งานอยู่ทั้งคู่อยู่แล้ว)

สเกลเว็บอัตโนมัติใน Cloudways Autonomous

บริการเดิมที่ให้เราทั้งเซิร์ฟนั่น นั่นเขาเปลี่ยนชื่อเป็น Cloudways Flexible เด้อ

คือปัญหาของ Flexible ที่เราเจอกันคือเวลาที่คนเข้าเว็บพร้อมกันเยอะๆ เราทำได้แค่ Vertical Scaling คือกดเพิ่มสเป็คเครื่องไปเรื่อยๆ แถมเพิ่มได้อย่างเดียวลดไม่ได้ด้วย (วิธีลดสเป็คคือโคลนลงเครื่องใหม่) ซึ่งเป็นข้อจำกัดพอสมควร โดยเฉพาะกับเว็บไซต์ที่โหลดหนักๆ เช่นใช้งาน WooCommerce

เขาก็เลยเปิดตัว Cloudways Autonomous เพิ่มมาอีกบริการหนึ่ง

Cloudways Autonomous จะไม่ได้ให้เซิร์ฟเวอร์เราทั้งเครื่องอีกแล้ว แต่จะเป็นการเอาเว็บไปรันบน Kubernetes (บน GKE) ซึ่งรองรับการสเกลเว็บไซต์อัตโนมัติ (เป็นแบบ horizontal scaling) มีระบบ Load balance และระบบ Failover คือมันจะกระจายทราฟฟิกไปหลายเครื่อง และถ้าอันไหนดับไปในช่วงคับขัน ระบบก็จะโยกทราฟฟิกไปที่เครื่องอื่นอัตโนมัติ ทำให้คนยังเข้าและใช้งานเว็บเราได้ตลอดเวลา

การคิดเงินก็คิดเป็นรายเว็บไซต์ และค่า autoscale เวลาเว็บคนเข้าเยอะๆ

ข้อเสียคือเริ่มต้นเดือนละ $99 ไม่เหมาะจะเปิดเล่นเท่าไหร่ (เขามี 3-days trial ให้ลองนะ)

รันแอพพลิเคชัน Node.js ใน Cloudways Velocity

เทรนด์ Web Application ตอนนี้คือเขียนด้วย Node.js กันทั้งนั้น ไม่ค่อยมีใครฝืนโม WordPress ไปทำอะไรแปลกๆ กันเท่าไหร่แล้ว ปล่อยให้ WordPress ทำงาน content publishing ไปตามจุดประสงค์ของมัน ซึ่ง Cloudways ก็เปิดตัว Cloudways Velocity ที่ให้เราใช้รันแอพพลิเคชัน Node.js ด้วย

อันนี้ก็เหมือนกับ Cloudways Flexible แต่เปลี่ยนจากรัน WordPress มาเป็นแอพพลิเคชัน Node.js แทน เราได้ทั้งเครื่องเหมือนเดิม ราคาเริ่มต้น $20 ต่อเดือน

ส่วนตัวผมไปใช้ Cloudflare Workers สำหรับรันแอพจาวาสคริปท์ บางท่าก็ดูฝืนๆ หน่อย แต่ราคา $5 ต่อเดือน ใช้งานเล็กๆ น้อยๆ อาจจะคุ้มกว่า

บริการรัน AI Agents

ยุค AI อ่ะเนอะ ก็คือใครที่ไม่มีเครื่องไว้รัน AI Agents ของตัวเอง ทาง Cloudways เขาก็มีให้ เราสามารถเลือกได้ว่าจะใช้ Hermes หรือ OpenClaw และเซ็ตอัพ LLM ให้อัตโนมัติ แค่ใส่ API Key (รอบรับทั้ง ChatGPT, Claude, Gemini, รวมไปถึง OpenRouter)

ราคาเริ่มต้นเดือนละ $5

Teams และ Client Billing

อันนี้น่าจะถูกใจ Agency และฟรีแลนซ์ต่างๆ

เริ่มจาก Teams ก่อน เมื่อก่อนนู้นเลย (2018-2019 นู่นน่ะ) ถ้าเราจะเพิ่มคนเข้าในจัดการอะไรสักอย่าง เราต้อง invite ไปที่เมลที่ยังไม่เคยสมัคร Cloudways นะ อย่างเช่นผมมีบัญชี Cloudways อยู่แล้ว แล้วลูกค้าผมมีบัญชีของเขาเอง เขาจะเพิ่มผมเข้าไปในระบบ เมื่อก่อนมันทำไม่ได้! ผมต้องสมัครเมลใหม่เพื่อให้เขาเพิ่มเข้าไปใน Cloudways ของเขา

แต่ตอนนี้มันทำได้แล้ว (ตั้งแต่ตอนไหนไม่รู้) ดีใจมาก

เรื่องถัดมาก็คือ Client Billing คือตอนนี้เราสามารถออกบิลหาลูกค้าโดยตรงจากใน Cloudways เองได้แล้ว โดยเราจะสามารถเข้าไปสร้าง Agency ในระบบ Billing และออกบิลหาลูกค้าในนามของบริษัทเราได้เลย ลูกค้าจ่ายเงินผ่าน Stripe หรือโอนผ่านอะไรก็ตามสะดวก

ข้อดีของมันก็คือเราเปิดบิลจากรายการใน Cloudways ได้เลย (คือเรายังจ่ายเองตามปกตินะ มันแค่ออกบิลเก็บลูกค้าอีกต่อได้ง่ายขึ้น) ไม่ต้องไปใช้ระบบอื่นให้วุ่นวาย

Support แบบแบ่งชนชั้น

อันนี้มาข่าวร้ายกันบ้าง คือเมื่อก่อนซัพพอร์ตของ Cloudways ทำให้เราได้ทุกอย่าง หมูหมากาไก่ไปยันระดับครุฑระดับพญานาค แค่ทักไปเขาจัดการให้ แป้บเดียวเสร็จ แต่ตอนนี้มีแบ่งเป็นสามระดับคือ Standard (ฟรี), Advanced ($25/mo), และ Premium ($500/mo)

StandardAdvancedPremium
– ตอบกลับภายใน 12 ชั่วโมง
– หรือ 3 ชั่วโมงสำหรับเรื่องใหญ่
– ตอบกลับภายใน 6 ชั่วโมง
– หรือ 30 นาที สำหรับเรื่องใหญ่
– ตอบกลับภายใน 2 ชั่วโมง
– หรือ 10 นาทีสำหรับเรื่องใหญ่
Live Chat กับซัพพอร์ตธรรมดาLive Chat กับซัพพอร์ตระดับซีเนียร์Live Chat กับซัพพอร์ตระดับซีเนียร์
แก้ไม่ได้ใน 15 นาที เปิดเป็น ticket ให้แทนแก้ไม่ได้ใน 30 นาที เปิดเป็น ticket ให้แทนพี่ซีเนียร์อยู่เฝ้าจนกว่าจะแก้ได้
ขอ customize server ไม่ได้แล้วยังขอได้ปกติ เช่นขอแก้ config ตามที่ต้องการยังขอได้ปกติ เช่นขอแก้ config ตามที่ต้องการ
โทรหาหรือ Slack หาพี่ซีเนียร์ได้โดยตรง

เท่าที่ใช้งานมา ซัพพอร์ตก็ยังใจดีเหมือนเดิม แก้ปัญหาได้ค่อนข้างไว ผมใช้ Standard ก็ยังมีแอบๆ ทำเกินสโคปให้บ้าง โดยรวมก็คือยังพอสำหรับงานซัพพอร์ตทั่วไปครับ


เอาจริงๆ ก็ถือว่า Cloudways ยังเป็นโฮสต์ในดวงใจเหมือนเดิม โดยเฉพาะเรื่องทีมซัพพอร์ตที่แม้จะมีการแบ่งชนชั้นแล้ว แต่ก็ Standard ก็ยังทำงานได้อย่างน่าประทับใจ

และเปิดท้ายขายของ ใครสนใจใช้งาน Cloudways สามารถสมัครใช้งานผ่าน Affiliate นี้ได้ครับ: